ผลกระทบจากการผลิตและการใช้พลังงาน

การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เป็นสาเหตุทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานเพิ่ม มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของเทคโนโลยีการผลิตและการบริโภค ผนวกกับ ความก้าวหน้าของการสื่อสารยุคปัจจุบัน ทำให้การบริโภคและการผลิตต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่สิ้นสุด การที่ประเทศต่างๆ ขาดความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการป้องกันและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม มีการแข่งขันกันพัฒนาประเทศ เกิดปัญหาการผลิตและการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็นผลให้เกิดความสูญเสียและสูญเปล่าของทรัพยากรธรรมชาติและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตต่ำลง เกิดการเสียดุลยภาพของธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ เป็นต้น ความเสื่อมโทรม ของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันทั้งในเขตเมืองและชนบทต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน บุคคลที่มีบทบาท สำคัญในการแก้ไขคือผู้บริโภคและผู้ผลิตนั่นเอง เพราะถ้ารอการแก้ไขโดยบุคลากรและงบประมาณจากทางราชการที่มีอยู่น้อย จะทำให้เกิดความล่าช้าไม่ทันเหตุการณ์ เป็นผลให้การแก้ไขมีความยากลำบาก และใช้งบประมาณมากขึ้นภายหลัง

ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคผลิตไฟฟ้า

พลังงานที่ใช้กันมากในแต่ประเทศ คือ พลังงานไฟฟ้า การผลิตพลังงานไฟฟ้ามีกระบวนการผลิตซึ่งใช้เชื้อเพลิงที่สำคัญๆดังนี้


ถ่านหิน


ถ่านหินที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้าอาจก่อให้เกิดปัญหา และผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม มากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามประเภทของถ่านหิน ลักษณะภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทยมีการนำถ่านหินลิกไนต์ซึ่งมีคุณภาพต่ำมาใช้ผลกระทบที่เกิดเริ่มตั้งแต่กระบวนการทำเหมืองแร่และแต่งแร่ สรุปได้ดังนี้

ผลกระทบจากการผลิต

ถ่านหินเป็นสินแร่ที่อยู่ใต้ผิวโลก เกิดจากการทับถมของซากพืช และซากสัตว์ที่ตายสะสม กันมานับล้านปี ดังนั้นการนำถ่านหินมาใช้จึงต้องมีการขุดเจาะพื้นผิวดินเพื่อเปิดหน้าดิน เป็นการ ทำลายทรัพยากรอื่นๆ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน เป็นต้น


ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์

การนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดปัญหาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซนี้เมื่ออยู่ใน บรรยากาศจะรวมตัวกับไอน้ำ และน้ำฝน กลายเป็นฝนกรด เป็นอันตรายต่อสิ่งก่อสร้าง พื้นดิน แหล่งน้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น


น้ำมันดิบ

การใช้พลังงานของโลก จะใช้น้ำมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีปริมาณมากเป็นอันดับ 2 รอง จากถ่านหิน แหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่จะอยู่ในตะวันออกกลาง สำหรับประเทศไทยแหล่งน้ำมันดิบ มีน้อย โดยที่แหล่งสิริกิติ์ผลิตได้เพียงร้อยละ 3 ของความต้องการใช้ในประเทศ น้ำมันดิบส่วนใหญ่ ที่ใช้ในประเทศนำเข้ามาจากต่างประเทศทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก


ผลกระทบจากกระบวนการผลิต

การขุดเจาะบ่อน้ำมันก่อให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับการขุดถ่านหิน แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า การ ขนถ่ายน้ำมันบริเวณแท่นขุดเจาะทั้งบนบก และทางทะเลอาจมีปัญหาการรั่วไหล หรือการฟัง กระจายของละอองหยดน้ำมัน และการนำน้ำมันดิบมาแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูปในโรงกลั่น น้ำมันก็อาจก่อปัญหาคล้ายกับถ่านหิน กล่าวคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงจะทำให้เกิดเขม่าควันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์


ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์

การนำน้ำมันดิบมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอาจจะเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และเกิดมลพิษในอากาศ


ก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่มีการขุดเจาะมาใช้ประโยชน์มากว่า 10 ปีแล้ว แหล่งใหญ่ อยู่ในอ่าวไทย แต่ปริมาณที่มีในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงต้องมีการซื้อจากเมียนมา มาเลเซีย และอินโดนีเซียในระยะต่อไป


ผลกระทบจากกระบวนการผลิต

แท่นขุดเจาะน้ำมันส่วนใหญ่อยู่กลางทะเล ปัญหาที่ต้องระวังคือการเดินเรือหรือการ ทำประมง เพราะระยะรัศมี 500 เมตร รอบแท่นเจาะจะมีก๊าซฟุ้งกระจายสามารถติดไฟได้ นอกจากนี้การทำประมงทิ้งสมอลากอวนผ่านแนวท่อก๊าซอาจทำให้ท่อรั่วหรือขาดจากกันใต้ จะทำให้ก๊าซรั่วออก และขยายตัวเป็นไอพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ฟองก๊าซสามารถทำให้เรือประมงพลิกคว่ำได้ และหากมีประกายไฟจะเกิดอันตรายจากไฟไหม้ได้


ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์

การเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติจะมีมลพิษน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับถ่านหิน และน้ำมันบางครั้งเรียกว่า พลังงานสะอาด (Clean Energy)


ไฟฟ้าพลังน้ำ

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากน้ำที่เก็บกักอยู่ในอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน อาศัยการปล่อยให้ น้ำไหลออกผ่านกังหัน (Turbine) เพื่อให้ไปขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ดังนั้นการผลิต ไฟฟ้าจากน้ำ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างเขื่อนสำหรับเก็บกักน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้


ผลกระทบจากกระบวนการผลิต

จากความต้องการใช้พื้นที่เก็บกักน้ำเป็นจำนวนมากอาจทำให้ต้องเสียพื้นที่เพาะปลูก เป็นจำนวนมาก หรือต้องมีการย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวบ้านบริเวณดังกล่าว รวมทั้งเกิด ผลกระทบต่อป่าไม้หรือสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น


นิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานที่มีศักยภาพในการใช้เป็นพลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ได้มาจากปฏิกิริยาการแตกตัว (Nuclear Fission) ซึ่งจะมีกากของเสียเป็น สารกัมมันตภาพรังสีที่กำลังสลายตัวหรือจัดเรียงตัวใหม่ และมีการปลดปล่อยรังสีประเภทต่างๆ ออกมาทำให้ เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานนิวเคลียร์จึงแพร่หลายเฉพาะในประเทศที่มี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งมีขีดความสามารถในการจัดการกับปัญหา และความเสี่ยง




สำหรับประเทศไทยปัจจุบัน มีการนำสารกัมมันตรังสีมาใช้ในด้านการแพทย์ (การผลิต เวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ) การเกษตร (การถนอมอาหาร) และด้านอุตสาหกรรม (การตรวจสอบการเชื่อมโลหะ)

ผลกระทบของสารกัมมันตรังสีต่อสิ่งมีชีวิต

การทำปฏิกิริยานิวเคลียร์จะมีการปลดปล่อยรังสีประเภทต่างๆ ออกมา ประกอบด้วย รังสี แกมมาที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูงสุดต้องใช้คอนกรีตหนาๆ กั้นขวางจึงจะหยุดรังสีนี้ได้ ส่วนรังสี เบตา และรังสีแอลฟามีอำนาจในการทะลุทะลวงต่ำมาก อาจใช้แผ่นไม้ และแผ่นกระดาษกั้น ไม่ให้ผ่านได้ รังสีที่มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำ ได้แก่ เบตา และแอลฟาจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย มนุษย์มากกว่า เนื่องจากรังสีทั้งสองจะถูกกั้นหรือหยุดยั้งด้วยเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกาย ทำให้ เกิดการถ่ายเทพลังงาน และการแยกตัวเป็นอันตรายได้ ส่วนรังสีแกมมามีอำนาจทะลุทะลวงสูง จะผ่านร่างกายไปได้ และปล่อยพลังงานในเนื้อเยื่อน้อยกว่า


ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การใช้พลังงานนิวเคลียร์ อาจทำให้สารกัมมันตรังสีเล็ดลอดออกสู่สิ่งแวดล้อม โดยติดออกมา กับอากาศเสีย และน้ำทิ้งจากการทำงานของระบบ


ผลกระทบจากกากของเสีย

กากแร่กัมมันตรังสีหลังการใช้งานแล้วจะต้องมีวิธีการกักเก็บไว้จนกว่าปริมาณรังสีจะมีค่าลดลงในระดับที่ไม่เป็นอันตราย แล้วจึงนำไปกำจัดด้วยวิธีวิธีปกติ


ผลกระทบจากการรั่วไหลของรังสีระหว่างดำเนินการ

โดยปกตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีระบบปัองกันอันตรายโดยการตรวจวัดปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงงานเป็นประจำแต่ก็อาจเกิดปัญหาได้ถ้าไม่ระมัดระวัง เช่น การระเปิดของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เมืองเชอร์โนบิล ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่26 เมษายน พ.ศ 2528


ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคอุตสาหกรรม

การผลิต และการใช้พลังงานในโรงงานก่อให้เกิดมลพิษ และของเสียปลดปล่อยออกมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคม และชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน สรุปได้ดังนี้



น้ำทิ้งน้ำทิ้งจากโรงงานมีทั้งน้ำที่ระบายทิ้งจากหม้อไอน้ำ หอหล่อเย็น (Cooling Tower) น้ำเสียจากกระบวนการผลิต และระบบการหล่อเย็นอื่นๆ น้ำดังกล่าวจะมีสิ่งสกปรก มลพิษสารแขวนลอย หรือของเสียปะปนอยู่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


ขยะหรือกากของเสียขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมมีทั้งขยะที่มีอันตรายและไม่มีอันตราย ซึ่งจะ ต้องมีการกำจัดโดยกระบวนการเผา แยกขยะนำกลับมาใช้ใหม่ หรือบำบัดความเป็นพิษของกากของเสียนั้น ก่อนนำไปสู่กระบวนการกำจัดปกติหรือการฝังกลบในพื้นดิน


มลพิษทางอากาศอากาศที่ปล่อยทิ้งจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นก๊าซที่เกิด จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ก๊าซเหล่านี้ส่วนมากเป็นก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจน รวมทั้งฝุ่นละอองที่เป็นขี้เถ้า


ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคคมนาคมขนส่ง

ปัญหาและผลกระทบจากการคมนาคมขนส่งมาจากก๊าซเสีย ไอเสีย และฝุ่นละอองที่ปล่อยออกมา จากเครื่องยนต์ ก๊าซเสียบางส่วน และฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยทั่วไปเขม่าฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมาก (เล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM 10) เมื่อสูดลมหายใจเข้าไป จะเป็นอันตรายต่อปอดของมนุษย์ซึ่งมีผลต่อชีวิตและสุขภาพ อันตรายมากสำหรับชุมชนเมืองใหญ่ที่มีการจราจรติดขัดมากๆ ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นการเกิดรูรั่วของชั้นโอโซน (Ozone Depletion) รูรั่วในชั้นโอโซนเกิดขึ้นเนื่องจากสาร คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFC) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการทำความเย็น เช่น ใช้ในการทำตู้เย็น เครื่องปรับอากาศและในการอัดความดันในกระป๋องสเปรย์ต่างๆ และสารฮาลอน (Halon) สารจำพวกนี้เมื่อปล่อยออกไป ในบรรยากาศจะลอยขึ้นไปยังชั้นโทรโพสเฟียร์ และชั้นสแตรโทสเฟียร์ ซึ่งในบรรยากาศชั้นนี้จะมี ก๊าซโอโซน (O) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกั้นรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) ที่แผ่กระจายมายังโลกไม่ให้มีปริมาณมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ โดยปกติถ้าผิวหนังมนุษย์ได้รับรังสี UVB มากเกินไปอาจทำให้



เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ เมื่อสารจำพวก CFC ปะปนอยู่ในชั้นสแตรโทสเฟียร์ รังสีอัลตราไวโอเลตจะ กระตุ้นให้อะตอมคลอรีนแตกตัวออกมาจากสาร CFC ซึ่งอะตอมคลอรีนนี้จะจับตัวกับออกซิเจนอะตอม ในโอโซนทำให้โอโซนถูกทำลายลง

เนื่องจากก๊าซโอโซนเป็นตัวกรองรังสี UVB ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมนุษย์ ยิ่งก๊าซ โอโซนถูกทำลายมากเท่าไร ก็แสดงว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกจะได้รับความเสี่ยงจากอันตรายของรังสี UVB มากขึ้น ดังนั้นปัญหาการเกิดรูรั่วของชั้นโอโซนนี้ จำเป็นต้องมีการป้องกันโดยการลดการใช้สาร CFC

ฝนกรด (Acid Rain)คือ ฝนหรือหิมะที่ตกลงมา โดยมีสภาพเป็นกรดจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารนี้เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน (ซัลเฟอร์) จากโรงไฟฟ้าและสาร ไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงในรถยนต์ เมื่อ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ลอยขึ้น สู่ อากาศก็จะรวมตัวกับไอน้ำกลายเป็นกรดซัลฟูริกและกรดไนตริก ตกลงมาเป็นฝนที่มีสภาพเป็นกรดเป็นอันตรายต่อโลหะ สิ่งก่อสร้าง พืช และมนุษย์


สภาวะโลกร้อน (Global Warming)เป็นสภาวะที่มีก๊าซบางชนิดสะสมอยู่ในบรรยากาศโลกเป็นจำนวนมาก ทำให้รังสีความร้อนที่แผ่จากโลกไม่สามารถกระจายออกไปนอกบรรยากาศได้ทำให้สภาพภูมิอากาศโดยรวมของโลกมีความร้อนสะสมอยู่มากเป็นผลให้อุณหภูมิของอากาศในโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏการณ์นี้มี ลักษณะเช่นเดียวกับการรักษาความร้อนภายในเรือนเพาะชำกระจก (GreenHouse) ทางการเกษตร