ปัญหาพลังงานของโลก
อัตราการใช้พลังงานของประชาคมโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา ดังจะเห็นได้ว่า ในปี ค.ศ. 1925 อัตราการใช้พลังงานในโลกเพิ่มขึ้น 5-10 เท่า มีการใช้พลังงานในปริมาณเช่นนี้จนถึง ค.ศ. 2000 การใช้พลังงานโดยรวมของโลกในช่วง 25 ปีหลังนี้ (ค.ศ. 1975-2000) เพิ่มเป็น 2 เท่าของช่วง 75 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1900-1975) นับว่ามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าน้ำมันและก๊าซซึ่งเป็นพลังงานหลักของโลกที่ใช้จะมีต่อไปได้อีกประมาณ 20 ปี มีการศึกษาเปรียบเทียบพลังงานที่ผลิตได้กับปริมาณความต้องการใช้พลังงานของโลกทุกๆ 25 ปี โดยเน้นพลังงานจากนิวเคลียร์ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ผลการศึกษาเปรียบเทียบพลังงานทั้ง 4 ประเภท
จากรายงานของ World Energy Technology and Climate Policy Outlook 2030 (WETO) สรุปสถานการณ์แนวโน้มในอนาคตทางด้านพลังงานของโลกจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 2030 ได้ดังนี้
1. จำนวนประชากรโลกมีการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงทุกช่วงเวลาที่พิจารณา ในอดีตเหลือเพียงประมาณ 1% ในช่วงปี 2000-2030 โดยลดลงจาก 1.5%
2. ค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปัจจุบันมีการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าในช่วงก่อนปี 2000 โดยมีการเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 3.5% แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงในอนาคต โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 3.2% ต่อปีในช่วงปี 2010-2020 และจะเติบโตเพียง 2.6% ต่อปีในช่วงปี 2020-2030
3. ความต้องการพลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคต และพลังงานทุกประเภทมีแนวโน้มที่จะถูกใช้มากขึ้นในอนาคต โดยพลังงานที่มีบทบาทสำคัญที่สุดหรือมีสัดส่วนการใช้มากที่สุดคือ น้ำมัน รองลงมาคือ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ
4. การใช้พลังงานในภาคเศรษฐกิจต่างๆ เมื่อพิจารณาแบบแบ่งภาคในระบบเศรษฐกิจ และพิจารณาจากการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย หรือการใช้พลังงานของผู้บริโภคลำดับสุดท้าย ภาคการคมนาคมขนส่งมีสัดส่วนการใช้พลังงานสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน ภาคบริการ และเกษตรกรรม
5. แนวโน้มราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในอดีตพบว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านราคาน้ำมันในช่วงปี ค.ศ. 1975-1980 หลังจากนั้นราคาได้ปรับตัวลดลงในช่วงปี 1980-1997 และค่อยๆ เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
ปัญหาการใช้พลังงานในประเทศไทย
การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย (Modernization) ตามแบบสังคมตะวันตก ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของไทย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก่อนการเปลี่ยนแปลงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ซึ่งเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2504 นั้น พลังงานที่ใช้ได้แก่พลังงานจากน้ำมันซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก เพราะการคมนาคมขนส่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรมมีน้อย พลังงานไฟฟ้ามีจำกัดใช้ในเมืองใหญ่หรือเมืองสำคัญ ผลิตโดยใช้น้ำมันและถ่านหิน ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในชนบทใช้พลังงานและทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะแบบแผนการผลิตและการบริโภคยังเป็นแบบสังคมเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ เช่น ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ไม้ฟืน ถ่าน แกลบ และเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่หาได้จากธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2500 ปริมาณการใช้น้ำมันอยู่ในระดับ 6 ล้านบาร์เรล เมื่อเริ่มการพัฒนาแบบใหม่ ความต้องการใช้น้ำมันได้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ คือ เมื่อเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2510 ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 19 ล้านบาร์เรล มากขึ้นถึงกว่า 3 เท่า หลังจากนั้นอีก 10 ปี คือ พ.ศ. 2520 การใช้น้ำมันเพิ่มเป็น 70 ล้านบาร์เรล และความต้องการใช้มีอัตราการเพิ่มขึ้นในลักษณะก้าวกระโดดอยู่ตลอดเวลา มิใช่เพียงน้ำมันเท่านั้น การใช้พลังงานของประเทศไทยมีลักษณะเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยการเพิ่มในช่วง พ.ศ. 2529-2539 มีอัตราเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.8 น้ำมันสำเร็จรูปยังเป็นพลังงานที่ใช้กันมากที่สุดในปี 2557 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ยยังอยู่ในระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังจากนั้นราคาได้ไต่ลงมาเรื่อยๆ และจนถึงปี 2559 มีการคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันดิบดูใบเฉลี่ยน่าจะอยู่ในระดับ 40-45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันตลาดโลกที่คงระดับต่ำ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว และการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีให้สะท้อนกลไกตลาด ทำให้มีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น โดยในปี 2558 ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 8.6%
การเปลี่ยนแปลงแบบแผนเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่ได้ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานประเภทใหม่เพิ่มขึ้น เช่น น้ำมันที่หลากหลายชนิด ทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเตา รวมถึงพลังงานใหม่ๆ เช่น พลังงานน้ำ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นพลังงานแปรรูปหรือพลังงานทุติยภูมิ (Secondary Energy) ที่มีความสำคัญและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว พลังงานเหล่านี้ถูกใช้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ครัวเรือน ในเมืองและชนบท โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า และบริการ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่อุตสาหกรรมอาหารใช้พลังงานในการผลิตมากเป็นอันดับหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป จากการกินใช้ของท้องถิ่นและชุมชน มาเป็นการใช้สินค้าหรืออาหารที่เหมือนกันในทุกพื้นที่ของประเทศ สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการผลิตและการขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตหรือโรงงานสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยใช้การขนส่งทั้งทางรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน การเพิ่มปริมาณของรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถกระบะของพ่อค้าคนกลางที่นำสินค้าไปจำหน่ายในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการแพร่หลายของสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป กาแฟกระป๋อง น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารจากยุโรปที่ปรากฏในโรงแรมใหญ่ๆ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงการใช้พลังงานในการบริโภคแบบใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น
การเพิ่มขึ้นของปริมาณรถยนต์ในประเทศไทยเป็นเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย โดยเฉพาะในเรื่องของการบริโภคพลังงานและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ในครึ่งปีแรกของปี 2561 จำนวนรถใหม่ที่จดทะเบียนในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,614,576 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 1.9 โดยที่รถจักรยานยนต์มีสถิติการจดทะเบียนใหม่สูงสุด (1,008,486 คัน) ตามมาด้วยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (373,063 คัน) และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) ที่มีการจดทะเบียนใหม่จำนวน 141,271 คัน นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ (8,094 คัน) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ (1,911 คัน) ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 มีจำนวนถึง 38,969,601 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการขับเคลื่อนของรถยนต์และการขนส่งที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งในระดับการขนส่งส่วนบุคคลและการขนส่งสาธารณะ นับเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้นตามความต้องการที่เติบโตขึ้นของสังคมไทย
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิต และการใช้พลังงานในประเทศไทย
การผลิตและการใช้พลังงานในประเทศไทยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญคือการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการใช้พื้นที่ในการขุดเจาะ จัดหา และลำเลียงพลังงาน โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ป่าในเขตชนบทเพื่อสร้างแหล่งพลังงานต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ซึ่งต้องมีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำในพื้นที่ป่าใกล้แหล่งน้ำใหญ่ การสร้างเขื่อนเหล่านี้มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การพัฒนาพลังงานน้ำในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากพลังงานน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่มีราคาถูกและสามารถใช้ได้ในระยะยาว เขื่อนภูมิพลในจังหวัดตาก เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งแรกของไทยที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2507 เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ต่อมาได้มีการสร้างเขื่อนเพิ่มเติมในหลายจังหวัด เช่น เขื่อนสิริกิติ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนอุบลรัตน์ในจังหวัดขอนแก่น และอื่นๆ ซึ่งในปี พ.ศ. 2539 การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำมีรวมประมาณ 7,233 ล้านหน่วย แม้ว่าการใช้พลังงานน้ำจะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องพิจารณา เช่น การสูญเสียพื้นที่ป่า การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และผลกระทบต่อสัตว์ป่าในพื้นที่ที่ถูกท่วมจากการสร้างเขื่อน
ผลกระทบจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำในประเทศไทยนั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยเฉพาะการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์จากการสร้างเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนสิรินธร รวมทั้งการลดลงของพื้นที่ไร่นา ซึ่งทำให้พื้นที่ป่าไม้จมน้ำไปถึง 2,052 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับพื้นที่ของกรุงเทพฯ และนนทบุรีรวมกัน การสร้างเขื่อนยังส่งผลให้การทำลายป่าไม้มีความสะดวกมากขึ้นจากเส้นทางคมนาคมที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการลักลอบตัดไม้และการขนส่งไม้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การใช้พื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนและการเดินสายไฟฟ้าแรงสูง รวมถึงการบุกรุกพื้นที่ป่าด้วยการใช้พื้นที่ในการทำการเกษตรหรือกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา
ผลกระทบหลักจากการผลิตและการใช้พลังงานในประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่:
1. อุณหภูมิสูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเป็นผลมาจากปฏิกิริยาเรือนกระจก ซึ่งเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะ การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ และการใช้พลังงานจากฟอสซิลเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดปัญหาภาวะเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยการเร่งรัดการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัยในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งเป็นการพัฒนาในรูปแบบของประเทศตะวันตกที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก โดยเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม การปรับปรุงการคมนาคม และการทำเกษตรกรรมที่ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานคนและสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเงินตราและงบประมาณแผ่นดิน
3. มลพิษทางอากาศ: ปัญหามลพิษทางอากาศเกิดขึ้นจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะจากการคมนาคมขนส่งที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์คุณภาพต่ำเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเพิ่มระดับของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุ่นละออง คาร์บอนไดออกไซด์ และขี้เถ้าในอากาศ ทำให้สภาพอากาศในประเทศไทยเสื่อมโทรมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มลพิษนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
สรุป
การพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นการพัฒนาในลักษณะที่เร่งรัดและมุ่งเน้นไปที่ความทันสมัยในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตและการบริโภคให้เหมือนกับประเทศตะวันตก ผ่านการสนับสนุนอุตสาหกรรม การปรับปรุงการคมนาคม การเกษตรกรรมแผนใหม่ และการใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานสัตว์และคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิต การพัฒนาทางเศรษฐกิจนี้นำมาซึ่งความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จนเกินกว่าปริมาณพลังงานที่ประเทศสามารถผลิตได้ภายในประเทศเอง ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียเงินตราและงบประมาณแผ่นดินในปริมาณมหาศาล การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศดังกล่าวทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจและทำให้การพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่สามารถเป็นไปได้อย่างยั่งยืนหากไม่มีการจัดการที่ดีเกี่ยวกับทรัพยากรพลังงานในอนาคต.