ความหมายของพลังงานทดแทน
วิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้ก่อตัวและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการขาดแคลนแหล่งพลังงานและผลกระทบของการใช้พลังงานที่มีต่อสภาวะแวดล้อม ทั่วโลกต่างตระหนักถึงวิกฤตการณ์นี้ และพยายามคิดค้นเพื่อหาทางออก แนวทางหนึ่งในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวคือการใช้พลังงานทดแทน พลังงานทดแทน (Alternative Energy) หมายถึง พลังงานที่ใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นพลังงานหลักที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน พลังงานทดแทนที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานจากชีวมวล เป็นต้น ได้มีการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำพลังงานทดแทนมาใช้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายปัญหาการขาดแคลนพลังงานในอนาคต และจะช่วยลดปัญหาด้านมลพิษที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานในปัจจุบัน
พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ค่อนข้างสูง ค่าความเข้มพลังงานแสงอาทิตย์รวมเฉลี่ยของประเทศประมาณ 4.7 กิโลวัตต์ - ชั่วโมง ต่อตารางเมตร ต่อวัน หากเราสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาบนพื้นที่ของประเทศไทยเพียงหนึ่งในร้อยส่วนของพื้นที่ทั้งหมด เราจะได้พลังงานเทียบเท่ากับการใช้น้ำมันดิบประมาณ 7,000,000 ตัน ต่อปี
การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ทำได้ 2 ลักษณะ คือ กระบวนการเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบลงบนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์แสงอาทิตย์จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ กระบวนการเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน โดยให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านแผ่นรับแสงมาตกกระทบยังพื้นสีดำ เป็นผลให้เกิดความร้อน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำความร้อนต่างๆ เช่น การทำให้ระบบน้ำร้อน ใช้ในอุปกรณ์เครื่องทำน้ำร้อน เป็นต้น
ความร้อนเพิ่มมากขึ้นเหนือบริเวณพื้น ทำให้สามารถนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในลักษณะ ต่างๆ เช่น นำไปใช้ผลิตน้ำร้อน กลั่นน้ำ อบแห้งพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น
ตัวอย่างการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในด้านต่างๆ
| การคมนาคม |
ทางน้ำ: ใช้แสงไฟประภาคารและแสงไฟของทุ่นลอยน้ำในการให้สัญญาณนำทางสำหรับเรือ
ทางบก: ใช้ไฟสัญญาณข้างถนน, ไฟสัญญาณพื้นถนน, ไฟสัญญาณให้ทางรถไฟ, โคมไฟบนทางด่วน, โทรศัพท์ฉุกเฉินบนทางด่วน, กล้องวิดีโอข้างถนน, พัดลมระบายอากาศที่หน้าต่าง และหลังคารถ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง
ทางอากาศ: ใช้ดวงไฟสิ่งกีดขวางในที่สูง |
| การสื่อสาร |
ใช้ในสถานีถ่ายทอดวิทยุ, โทรทัศน์บนภูเขาสูง, เครื่องวัดพยากรณ์อากาศ, กล้องตรวจความปลอดภัยที่เขื่อน, โทรศัพท์มือถือ, โทรศัพท์ทหาร |
| การป้องกันการสึกกร่อน |
ท่อน้ำมัน, ท่อก๊าซ, สะพานเหล็ก, เขื่อนกั้นคลื่นแสงไฟท่อก๊าซ |
| การปศุสัตว์ |
ใช้ในการติดตั้งรั้วไฟฟ้าป้องกันสัตว์หนี, ปั๊มน้ำดื่มน้ำใช้, แสงไฟจับกบ, จับแมลงต่างๆ |
| การประมง |
เครื่องกระตุ้นการแพร่พันธุ์สัตว์น้ำในทะเลด้วยเสียง และแสงไฟโคมล่อปลา ในทะเล โคมไฟหาปลาในทะเล ห้องเย็นเก็บสัตว์ทะเล |
| การเกษตรกรรม |
ปั๊มสูบน้ำ, แสงไฟกรีดยางพารา, หุ่นไล่กา, ห้องอบ/เป่าพืชให้แห้ง, เครื่องนวดข้าวกลางทุ่งนา, การชลประทาน และระบบฉีดพ่นน้ำ |
| การวัดและรักษาสภาพแวดล้อม |
เครื่องวัดอุณหภูมิน้ำทะเล เครื่องวัดความเค็มน้ำทะเล เครื่องวัดความเร็วน้ำทะเล เครื่องวัดความสูงคลื่นทะเล เครื่องวัดฝุ่นในอากาศ เครื่องวัดระดับเสียง-ควัน เครื่องวัดละอองเกสรดอกไม้ (ป้องกันโรคภูมิแพ้) |
| การแพทย์ |
ตู้เย็นเก็บยาและวัคซีน โคมไฟสถานีอนามัย วิทยุสื่อสาร |
| การบันเทิง |
เรือมอเตอร์ โคมไฟแคมป์ วิทยุสื่อสาร โทรทัศน์ โคมไฟบ้านพักตากอากาศ เครื่องบิน เครื่องร่อน รถยนต์ไฟฟ้า ของเล่นไฟฟ้า รถไฟฟ้าสนามกอล์ฟ หมวกติดพัดลม |
| ระบบไฟฟ้า |
ต่อเข้ากับระบบการไฟฟ้าของหมู่บ้านที่ห่างไกล โรงเรียนที่ห่างไกล สถานีอนามัยที่ห่างไกล |
| ภายในอาคาร |
เครื่องคิดเลข นาฬิกาข้อมือ ของเล่น พัดลมระบายอากาศที่หน้าต่าง |
| ติดตั้งบนหลังคาบ้าน |
จ่ายไฟฟ้าให้บ้าน หลอดแสงสว่าง ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ |
พลังงานน้ำ (Water Energy)
น้ำเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก มีการทดแทนต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ไม่สิ้นสุด แต่เป็นพลังงานที่ต้องลงทุนสูง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง และมีปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานของชุมชนเพื่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การที่จะนำมาใช้จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ และให้สามารถใช้ได้ผลอย่างคุ้มค่าจริง ๆ กำลังน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำไปใช้โดยวิธีการต่าง ๆ ได้ถึง 5 ทาง ดังนี้
1. การสร้างเขื่อนหรือกักเก็บน้ำไว้ในที่สูง แล้วปล่อยให้น้ำไหลลงมาตามท่อเข้าสู่เครื่องกังหันน้ำ ผลักดันใบพัดให้กังหันน้ำหมุน เพลาของเครื่องกังหันน้ำที่ต่อเข้ากับเพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะหมุนตาม เกิดการเหนี่ยวนำขึ้นในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า
2. การใช้พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงที่มีระดับแตกต่างกันมากมาผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและรัสเซีย
3. การใช้พลังงานคลื่นในมหาสมุทรมาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการสร้างทุ่นลอยอยู่บนผิวน้ำ การเคลื่อนไหวของทุ่นลอยเหล่านี้โดยคลื่นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ปัจจุบันหลายประเทศกำลังศึกษาและทดลองอยู่
4. การใช้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างบริเวณผิวน้ำทะเลที่อบอุ่นและบริเวณน้ำที่อยู่ในระดับลึกซึ่งเย็นกว่า
5. การใช้พลังงานจากกระแสน้ำในมหาสมุทร โดยใช้การไหลวนของกระแสน้ำในมหาสมุทรที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และมีการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ในปริมาณมากมายมหาศาลและมีพลังงานมากพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้
พลังงานลม (Wind Energy)
เป็นพลังงานที่มีอยู่ทั่วไปและไม่มีวันหมด เกิดจากการถ่ายเทเคลื่อนย้ายมวลอากาศเพราะความแตกต่างของอุณหภูมิในบริเวณหนึ่ง ลมที่มีความรุนแรงเต็มที่ เช่น พายุเฮอริเคนหรือทอร์นาโด จะมีพลังงานสะสมอยู่เทียบเท่ากับแรงระเบิดของระเบิดปรมาณู ในสมัยโบราณมนุษย์รู้จักนำพลังงานลมมาใช้ เช่น สูบน้ำ บดข้าวโพด แล่นเรือใบ เป็นต้น
กังหันลมเป็นเครื่องจักรกลชนิดหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานกล จากนั้นนำพลังงานกลไปใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การผลิตพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันทั่วโลกมีกังหันลมที่ใช้ในการสูบน้ำมากกว่า 1 ล้านตัว และเป็นกังหันลมที่ใช้ผลิตไฟฟ้าขนาดหนึ่งกิโลวัตต์ขึ้นไปมากกว่า 12,000 ตัว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมจะใช้ควบคู่ไปกับการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานรูปอื่น ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น
กระแสลมโดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ในระดับกลางถึงต่ำ โดยมีความเร็วของกระแสลมต่ำกว่า 4 เมตรต่อวินาที เราได้นำพลังงานจากกระแสลมมาใช้ในการหมุนกังหันลมสูบน้ำ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศไทยประมาณ 5,800 ชุด และมีการคิดค้นพัฒนาในการนำกังหันลมมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ได้นำกังหันลมมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าร่วมกับการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)
พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และการเกิดแนวรอยเลื่อนแตก ทำให้น้ำบางส่วนไหลซึมลงไปใต้ผิวโลกไปสะสมตัว และรับความร้อนจากชั้นหินที่มีความร้อนสูง กลายเป็นน้ำร้อนและไอน้ำที่พยายามแทรกตัวตามรอยเลื่อนแตกของชั้นหินขึ้นมาบนผิวดิน ซึ่งอาจจะปรากฏในลักษณะของน้ำพุร้อน ไอน้ำร้อน โคลนเดือด และก๊าซ พลังงานความร้อนนี้จะสะสมอยู่ใต้ผิวโลก ยิ่งลึกลงไปอุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้น เช่น ที่ระดับความลึกประมาณ 25-30 กิโลเมตรลงไป อุณหภูมิจะมีค่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 550-1,000 องศาเซลเซียส ส่วนที่ตรงจุดกลางโลกจะมีอุณหภูมิสูงมากถึง 3,500-4,500 องศาเซลเซียส
จะมีจำนวนมากมาย แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีในสภาพปัจจุบัน การพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทนี้มาใช้ประโยชน์จึงดำเนินการได้ในระดับความลึกเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น
น้ำร้อนจากใต้พื้นดินสามารถนำมาถ่ายเทความร้อนให้กับของเหลวหรือสารที่มีจุดเดือดต่ำ ซึ่งง่ายต่อการเดือดและการเป็นไอ แล้วนำไอที่ได้ไปหมุนกังหันเพื่อขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นอกจากนี้ น้ำพุร้อนที่นำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว เมื่อมีอุณหภูมิต่ำลงเหลือประมาณ 80 องศาเซลเซียส สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานในการอบแห้งพืชผลทางการเกษตร เป็นพลังงานสำหรับห้องเย็น และเครื่องปรับอากาศได้อีกด้วย
พลังงานชีวมวล (Biomass Energy)
ชีวมวล คือ สารทุกรูปแบบที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วยไม้ และถ่านไม้ ชานอ้อย แกลบ และของเหลือทางเกษตรกรรมอื่นๆ อุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้ชีวมวลเหลือจากกระบวนการผลิตมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Cogeneration) ได้แก่ โรงงานน้ำตาล ซึ่งใช้ชานอ้อย ใบอ้อย และยอดอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิง โรงสีข้าว ซึ่งใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง โรงงานน้ำมันปาล์ม ซึ่งสามารถใช้กาบและกะลาผลปาล์ม รวมทั้งทะลายผลปาล์มมาเป็นเชื้อเพลิงร่วมผลิตความร้อนและไฟฟ้า
ไฟฟ้าใช้ในโรงงาน และยังสามารถนำมูลสัตว์จากการทำฟาร์มปศุสัตว์ ตลอดจนน้ำเสียที่ทิ้งจากโรงงานและอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และขยะมูลฝอยมาผลิตก๊าซชีวมวลได้โดยผ่านกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) ซึ่งจะได้ก๊าซมีเทนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้ นอกจากนี้ยังมีการนำชีวมวลชนิดต่างๆ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เช่น มันสำปะหลังซึ่งมีปริมาณล้นตลาด หรือการปลูกไม้โตเร็ว เช่น กระถินยักษ์ กระถินณรงค์ ยูคาลิปตัสบนที่ดินเสื่อมโทรมมาเป็นเชื้อเพลิง
1. กระบวนการที่ให้ความร้อน เป็นการนำชีวมวลมาเผาเพื่อให้เกิดความร้อน เช่น การนำถ่านไม้หรือหินมาเผาให้เกิดความร้อนสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการใช้ชีวมวลในแง่ดังกล่าวนี้ เช่น พัฒนาและผลิตเตาที่ใช้กันอยู่ให้เป็นเตาประสิทธิภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมชนบทขนาดเล็ก เช่น เตานึ่งเมี่ยง เตานึ่งปอสา เตาเผาอิฐ โดยการออกแบบเตาดังกล่าวให้มีการเผาไหม้สมบูรณ์ และมีการรั่วไหลของพลังงานความร้อนจากตัวเตาน้อยที่สุด ด้านเชื้อเพลิงได้คิดค้นและผลิตก้อนอัดชีวมวลหรือเชื้อเพลิงเขียว ซึ่งทำโดยการนำวัชพืชมาสับแล้วอัดแท่ง ตากแดด และอบให้แห้ง ก้อนอัดชีวมวลที่ได้จะจุดติดไฟง่าย และให้ความร้อนสูง นอกจากนี้ยังได้นำผลผลิตหรือผลพลอยได้จากพืชจำพวกข้าว ข้าวโพด อ้อย และกากน้ำตาล มาผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล รวมทั้งการนำมันสำปะหลังมาเผาโดยควบคุมความร้อนจะได้ก๊าซชีวมวล ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป
2. กระบวนการทางชีวภาพ เป็นการนำมูลสัตว์ ขยะ หรือน้ำเสียมาหมักในที่ที่ไม่มีอากาศ ปล่อยให้เกิดกระบวนการย่อยสลาย ซึ่งจะได้ก๊าซชีวภาพสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม ใช้กับเครื่องยนต์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น
จากปัญหาวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีผลกระทบไปทั่วโลก ประเทศไทยจึงได้มีการวางแผนการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยเน้นการนำพลังงานจากแหล่งที่สามารถหมุนเวียนและมีความยั่งยืนมาใช้ เช่น พลังงานน้ำที่นำมาใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวน 19 โครงการ มีการผลิตไฟฟ้ารวม 66,280.0 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนอื่น ๆ เช่น พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งในรูปของของเหลวและก๊าซชีวภาพ รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานจากเชื้อเพลิงอัดแท่ง, ก๊าซโซฮอล์ และใบโอดีเซล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
สรุป
ทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นต้นกำลังของระบบผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งหลายแหล่งพลังงานที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็มีวันหมดสิ้น เช่น น้ำที่เป็นทรัพยากรหมุนเวียน แม้จะมีข้อดี แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามคิดค้นแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานชีวมวล ซึ่งในระยะแรกของการนำมาใช้จะจำกัดอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กและห่างไกล แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเทคโนโลยีได้พัฒนาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตและนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ยังต้องคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละประเภทพลังงานในการรองรับการใช้งานระยะยาวด้วย