หน้าแรก
ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในฐานะที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตแก่มนุษย์ การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยให้เกิดความกินดีอยู่ดี ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานการใช้อย่างชาญฉลาด รู้คุณค่า ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ได้อย่างยั่งยืนทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ มีความสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ทรัพยากรดิน
Jones, Roberton, and Hollier (1960: 398-399) ได้ให้ความหมายของดินว่าดิน(Soil) หมายถึง เศษหินที่ละเอียดและมีสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายอยู่ด้วย ซึ่งปกคลุมอยู่เหนือทวีปและสามารถเป็นแหล่งที่เจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งจะแตกต่างจากหิน (Regolith or Mantle Rock) สิ่งที่บ่งชี้ความแตกต่างของดินจากหินโลหะ คือ การที่หินโลหะไม่มีฮิวมัส (Humus) และไม่สามารถช่วยในการเจริญของพืช และสัตว์
เฉลียว แจ้งไพร (2530 : 158) ได้ให้ความหมายของดินว่า เทหวัตถุธรรมชาติ (NaturalBody) ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ต่าง ๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุปกคลุมผิวโลกอยู่เป็นชั้นบาง ๆ มีช่องว่างที่เป็นที่อยู่ของอากาศ และบางส่วนสามารถดูดซับน้ำไว้ได้ เป็นวัตถุที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตและการทรงตัวของพืช
นงนภัส คู่วรัญญู เที่ยงกมล (2551 : 36) ได้ให้ความหมายของดินว่า หมายถึง วัตถุธรรมชาติที่เกิดจากการย่อยสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่าง ๆ โดยมีอินทรียวัตถุธาตุผสมคลุมเคล้าปนมีอากาศ และน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ปกคลุมพื้นผิวโลกที่เป็นทวีปอย่างบาง ๆ รวมทั้งสามารถเป็นที่อยู่อาศัย และสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ได้
ศศินา ภารา (2550 : 25) ได้ให้ความหมายว่า ดิน แบ่งตามการใช้ประโยชน์ได้เป็น2 ประเภท คือ ดิน (soil) และที่ดิน (Land) ซึ่งดิน หมายถึง เทหวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกเกิดจากการแปรสภาพหรือสลายตัวของหินแร่ธาตุ และอินทรีย์วัตถุผสมคลุมเคล้ากันตามธรรมชาติรวมกันเป็นชั้นบาง ๆ เมื่อมีน้ำและอากาศที่เหมาะสมก็จะทำให้พืชเจริญเติบโตและยังชีพอยู่ได้ จะเห็นได้ว่า ดินเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตในระบบธรรมชาติ ใช้ประโยชน์ในการผลิตพืชผลทางการเกษตรและป่าไม้ สำหรับคำว่า ที่ดิน โดยทั่วไปหมายถึง ผืนแผ่นดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้เป็นที่ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น เป็นที่ตั้งของบ้านเรือน เมือง โรงงานอุตสาหกรรมและทิวทัศน์ธรรมขาติอันสวยงาม เป็นต้น ซึ่งมิใช่เพื่อประโยชน์ในการผลิตทางการเกษตร จะเห็นได้ว่าดินมีความมั่นคงมาก เพราะดินซึ่งประกอบด้วยอินทรียวัตถุและแร่ธาตุต่าง ๆนั้นง่ายต่อการถูกชะล้างหรือเซาะกร่อนด้วยน้ำและลม การอนุรักษ์จึงเน้นหนักไปในเรื่องของดินเป็นส่วนใหญ่
สรุปได้ว่า ดิน เป็นเทหวัตถุที่ปกคลุมผิวโลก เกิดจากการย่อยสลายของหินและแร่ต่าง ๆผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ มีน้ำและอากาศเป็นองค์ประกอบ ดินช่วยค้ำจุน สนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ได้
1.1 ความสำคัญของทรัพยากรดิน
ดินจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต ดินเกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุตาง ๆ ผสมกับอินทรียวัตถุ ซึ่งปกคลุมผิวโลกเป็นชั้นบาง ๆ ดินมีโครงสร้างและคุณสมบัติทางชีวภาพ ในดินมีน้ำ สารอาหารและอากาศสำหรับการเจริญเติบโตของพืช และยังสามารถใหผลผลิตทางดานเกษตรกรรม ความสำคัญของทรัพยากรดินต่อพืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม มีดังนี้
1.1.1 ความสำคัญต่อมนุษย์ ดินมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในด้านปัจจัยสี่ ได้แก่ แหล่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
1.1.2 ความสำคัญต่อพืช ดินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตพืช พืชต้องอาศัยดินเป็นที่ยึดเกาะของราก เป็นแหล่งอาหาร น้ำ อากาศที่ใช้ในการเจริญเติบโตของพืช
1.1.3 ความสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดินเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นรากฐานของความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดวัฒนธรรมอารยธรรมและมีอิทธิพลต่อการเมือง อีกทั้งยังมีความสำคัญทางด้านนันทนาการ ดินเป็นแหล่งที่ตั้งของทิวทัศน์ที่สวยงามต่าง ๆ
1.2 ขั้นตอนการเกิดดิน
ดินมีขั้นตอนกระบวนการเกิด 2 ขั้นตอน คือ การผุพังสลายตัว (Weathering) และกระบวนการสร้างดิน (Soil forming process) ดังนี้(ศศินา ภารา, 2550 : 26)
1.2.1 การผุพังสลายตัว ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีทำให้หินและแร่ธาตุแตกออกเป็นชิ้นเล็กลง และเปลี่ยนแปลงลักษณะไปจากเดิมโดยอาศัยปัจจัยต่างๆ เป็นตัวกำหนด ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ ระยะเวลา สภาพภูมิประเทศ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ วัตถุที่ได้จากสลายตัวจะเกิดการทับถมรวมตัวกับอินทรียวัตถุต้นกำเนิด วัตถุต้นกำเนิดดินนี้จะได้จากการสลายตัวของหินแร่ การผุพังสลายตัวมี 2 แบบ คือ การผุพังอยู่กับที่ และการผุพังที่ถูกเคลื่อนย้ายจากที่เดิมไปทับถมยังที่ต่าง ๆ โดยอาศัยน้ำ ลม แรงโน้มถ่วงของโลกและธารน้ำแข็ง
1.2.2 กระบวนการสร้างดิน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการผุพังสลายตัว กระบวนการนี้ทำให้ดินมีการพัฒนาของรูปหน้าตัดของดินในลักษณะต่าง ๆ กัน กระบวนการสร้างดินมี 2 ลักษณะ คือ การแยกชั้นดิน (Horizonation) เป็นการทำให้ดินมีการพัฒนาโครงสร้างที่ดีขึ้น เนื่องจากเกิดการชะล้างวัสดุ การเคลื่อนย้ายเปลี่ยนสภาพของวัสดุ การเพิ่มเติมวัสดุแร่ธาตุ ฮิวมัสหรืออินทรียวัตถุลงบนผิวดิน อีกลักษณะจะเป็นการไม่แยกชั้นดิน (Haploidization) เป็นการสร้างดินทำให้หน้าดินมีลักษณะสม่ำเสมอจนไม่สามารถแยกชั้นได้ชัดเจน ขั้นตอนการเกิดดินแสดงดังภาพที่ 2.3ขั้นตอนการเกิดดิน
1.3 ชั้นดิน (Soil horizon)
การแยกชั้นดินทำให้เกิดภาพหน้าตัดข้างของดิน (Soil profile) ที่มีการเปลี่ยนแปลงของดินแต่ละบริเวณ โดยอาศัยความแตกต่างของสี เนื้อดิน และปริมาณส่วนประกอบของดินเป็นหลักหน้าตัดดินประกอบด้วยดินที่ทับถมกันเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ชั้นดิน” แสดงดังภาพที่ 2.4 ลักษณะของชั้นดิน การเรียงลำดับภาพหน้าตัดข้างชั้นดินจากหน้าตัดของดินมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ (สง่า ตั้งชวาล, 2555 : 176 – 177)
1.3.1 แนวดินชั้นบนหรือช่วงชั้น เอ (A-horizon หรือ Top soil) ดินชั้นนี้สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ชั้น ดังนี้
1) ชั้นดินเขต เอหนึ่ง (A1) หรือเรียกว่า เขตชั้นดินอินทรีย์ (organic soilzone) เนื่องจากมีสารอินทรีย์มากกว่า 30% บริเวณส่วนชั้นบนสุดเป็นสารอินทรีย์ พวกซากสัตว์เศษกิ่งไม้ ใบไม้ ที่ยังไม่สลายตัวเห็นชัดด้วยตาเปล่า ถัดลงมาประกอบด้วยสารอินทรีย์ที่สลายตัวผุพังไปแล้วเป็น ขุยอินทรีย์หรือฮิวมัส (Humus) ดินชั้นเขตเอหนึ่งมีลักษณะอ่อนนุ่มกว่าดินชั้นล่าง ดูดซับน้ำได้ดี
2) ชั้นดินเขต เอสอง (A2) เป็นเขตการซึมชะละลาย (zone of leaching)ดินในชั้นนี้สีเทา หรือขาวซีด เนื้อดินทราย อนุภาคดินขนาดเท่าดินเหนียว และฮิวมัสถูกชะล้างออกไปเหลือแต่สารละลายของเหล็ก การซึมชะละลาย ยังมีผลทำให้น้ที่ซึมมาจากข้างบนพาออกซิเจนจากอากาศเข้ามามากในดินเขตเอสองนี้
1.3.2 แนวดินชั้นล่างหรือช่วงชั้น บี (B-horizon หรือ subsoil) ชั้นนี้เป็นเขตการสะสมตัว (zone of accumulation) ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กละเอียดของสารประกอบของเหล็ก อนุภาคดินขนาดเท่าดินเหนียว และบางส่วนมีฮิวมัส ดินชั้นนี้มักจะมีสีเข้มเป็นสีแดง หรือ สีหลืองเนื่องจากมีเหล็กออกไซด์มาก ในงานก่อสร้างใช้แนวดินชั้นนี้เป็นฐานราก ถ้าหากชั้นดินดานอยู่ลึกมาก
1.3.3 แนวชั้นหินร่วนหรือช่วงชั้น ซี (C-horizon หรือ soft rock) แนวชั้นหินร่วนประกอบด้วยหินและเม็ดแร่ที่เป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน (parent material) หินที่พบกำลังสลายตัวแตกแยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากกระบวนการทลายเชิงกายภาพและเคมี ดินชั้นนี้จะไม่มีอิทธิพลของสิ่งมีชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้อง
1.3.4 แนวชั้นหินดินดานหรือช่วงชั้น ดี (D-horizon หรือ bed rock) เป็นชั้นหินที่ยังไม่มีการสลายตัวอยู่ข้างล่าง เป็นชั้นที่รองรับ ดิน ทราย กรวด และมักจะมีแร่ที่ทนทานต่อการผุพังและสลายตัวรวมอยู่ในชั้นหินดินดานนี้ด้วย เช่น แร่ดีบุก แร่ทองค เป็นต้น
1.4 องค์ประกอบของดิน (Soil components)
ดินมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ (นงนภัส คู่วรัญญู เที่ยงกลม,2551 : 41)
1.4.1 อนินทรีย์วัตถุ (Inorganic matter หรือ mineral fraction) คือ ส่วนที่เกิดจากการสลายตัวของการผุพังของหิน และแร่ต่าง ๆ จากกระบวนการทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทให้เกิดอนุภาคดินขนาดต่าง ๆ และมีสารอาหารต่าง ๆ ในดิน ดินประเภทนี้มีส่วนประกอบของอนินทรีย์วัตถุร้อยละ 45 โดยปริมาตร
1.4.2 น้ำ (Water) น้ำในดิน คือ น้ำที่พบอยู่ระหว่างดิน หรืออนุภาคของดิน และมีช่องว่า เรียกว่า Pore space น้ำในดินทั่วไปมักพบอยู่ในช่องว่างของดิน (Pore space) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.2 ถึง 10 ไมครอน น้ที่เป็นส่วนประกอบของดินมีประมาณร้อยละ 25 โดยปริมาตร
1.4.3 อากาศ (Air) พบอยู่ระหว่างเม็ดดิน หรืออนุภาคของดินที่มีขนาดใหญ่กว่า10 ไมครอน ก๊าซที่พบทั่วไปในดินนั้น ได้แก่ ไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ดินมีอากาศเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 25 โดยปริมาตร
1.4.4 อินทรียวัตถุ (Organic matter) คือ ส่วนที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของซากพืชซากสัตว์ ที่ทับถมอยู่บนผิวดิน ดินมีองค์ประกอบอินทรียสารประมาณร้อยละ 0.5-5 โดยปริมาต
นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิต (Organisms) ชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของดินแม้ว่าองค์ประกอบส่วนนี้จะมีน้อยมากในดิน แต่มีความสคัญมากที่สุด ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ได้แก่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ (Microorganisms) เช่น แมลงที่มีเปลือกและเขี้ยวแข็งแรง จะช่วยแทะกัดไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ไส้เดือนช่วยย่อยสารอินทรีย์ สร้างสารอาหารแก่พืช และช่วยในการถ่ายเทสารอาหารน้ำ และอากาศ เป็นต้น และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก (Microorganisms) เช่น โพรโทซัวสัตว์เซลล์เดียว(Protozoa) พยาธิตัวกลมของต้นไม้เป็นต้น รวมทั้งหนอนตัวกลมที่ไม่มีอันตรายที่อยู่ในดินด้วย
1.5 ชนิดของดิน
อนุภาคของดินจะรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นเม็ดดิน อนุภาคเหล่านี้จะมีขนาดไม่เท่ากันขนาดเล็กที่สุด คือ อนุภาคดินเหนียว อนุภาคขนาดกลาง เรียกว่า อนุภาคทรายแป้ง อนุภาคขนาดใหญ่ เรียกว่า อนุภาคทรายเนื้อดิน จะมีอนุภาคทั้ง 3 กลุ่มนี้ผสมกันอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ทให้เกิดลักษณะของดิน 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ ดินเหนียว ดินทราย และดินร่วน ลักษณะของดินแต่ละชนิดสรุปได้ดังนี้(ประยูร วงศ์จันทรา, 2555 : 79)
1.5.1 ดินเหนียว (Clay) เป็นดินที่มีเนื้อละเอียด เมื่อดินเปียกแล้วจะมีความยืดหยุ่น สามารถปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้เหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี มีความสามารถในการจับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้สูง หรือค่อนข้างสูง เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน
1.5.2 ดินทราย (Sand) เป็นดินที่มีเนื้อดินทราย เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดีมาก มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ เพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารพืชมีน้อย พืชที่ปลูกบนดินทรายจึงมักขาดทั้งอาหารและน้ำ
1.5.3 ดินร่วน (Loam) เป็นดินที่มีเนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ ยืดหยุ่นได้บ้างมีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก สีของดินจะทำให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ ปริมาณอินทรียวัตถุที่ปะปนอยู่และแปรสภาพเป็นฮิวมัสในดินทให้สีของดินต่างกัน ถ้ามีฮิวมัสน้อยสีจะจางลงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย
2. ทรัพยากรน้ำ
น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความจำเป็นและสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิต น้ำเป็นสารประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจน (Hydrogen) จำนวน 2 อะตอม และออกซิเจน (Oxygen) จำนวน 1 อะตอม มีสูตรทางเคมี คือ H2O น้ำที่อยู่บนพื้นโลกมีอยู่ได้ถึง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ กระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนพื้นดิน และพื้นน้ำ ในปริมาณที่แตกต่างกัน น้ำมีปริมาณอยู่ในทะเลและมหาสมุทร ร้อยละ97.3 อยู่ในรูปของน้ำแข็งตามขั้วโลก ร้อยละ 2.1 และอยู่ในดิน ใต้ดิน และอื่น ๆ ร้อยละ 0.6 (ประยูรวงศ์จันทรา, 2554 : 75) น้ำมีการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า วัฏจักรของน้ (Water cycle)
2.1 ความสำคัญของทรัพยากรน้ำ
ทรัพยากรน้ำมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม สรุปได้ดังนี้
2.1.1 ความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภค น้ำมีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีที่สุด และมีสารประกอบที่มีมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยน้ำ2 ใน 3 ส่วนของน้ำหนักตัว หากร่างกายขาดน้ำจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน นอกจากนี้ยังใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค เช่น ใช้ดื่ม ประกอบอาหาร ชระสิ่งสกปรกต่าง ๆ เป็นต้น
2.1.2 ความสำคัญต่อการเกษตรกรรมและประมง น้ำเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นตัวทำละลายสารอาหารและเกลือแร่ต่าง ๆ ให้พืชสามารถนำไปใช้ได้น้ำเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ และเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้
2.1.3 ความสำคัญต่อการอุตสาหกรรม กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมใช้น้ำเพื่อประโยชน์ด้านต่าง ๆ เช่น ใช้ลดความร้อนให้แก่เครื่องจักร เป็นต้น หรือเป็นวัตถุดิบในการผลิตโดยตรง เช่น โรงงานทำน้ำอัดลม สุรา เป็นต้น
2.1.4 ความสำคัญต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานจากน้ำสามารถใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วยการสร้างเขื่อน เนื่องจากการไหลของน้ำทำให้เกิดพลังงานจลน์ซึ่งทำให้กังหันที่ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเกิดการหมุน เปลี่ยนพลังวานจลน์เป็นพลังงานกล และเครื่องกเนินไฟฟ้าจะเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า
2.1.5 ความสำคัญต่อนันทนาการ น้ำเป็นแหล่งของสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการนันทนาการต่าง ๆ เช่น น้ำตก ทะเล เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการัง สัตว์น้ำรวมทั้งนกน้ำนานาชนิด การชมทัศนียภาพอันสวยงามตามชายฝั่งหรือบริเวณแหล่งน้ำต่าง ๆ จะช่วยให้เกิดความผ่อนคลายได้
2.2 การจำแนกทรัพยากรน้ำ
ทรัพยากรน้ำสามารถแบ่งตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ (White,Mottershead, and Harrison, 1996 : 128 - 132)
2.2.1 น้ำผิวดิน (Surface water) หมายถึง น้ำไหลอยู่เหนือผิวดิน เช่น น้ำที่อยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ทะเลสาบ ห้วย หนอง บึง สระและบ่อ เป็นต้น น้ำผิวดินจะไหลลงสู่แม่น้ำและทะเล มีบางส่วนที่ไหลซึมลงสู่ใต้ดิน และถูกเก็บกักไว้ในดินตามช่องว่างระหว่างหินกลายเป็นน้ำใต้ดิน
2.2.2 น้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล (Subsurface water หรือ Underground water) หมายถึง น้ำที่อยู่ใต้ผิวดินเป็นน้ำที่ไหลอยู่ในดิน รวมทั้งน้ำที่อยู่ระหว่างเม็ดดินในแต่ละชั้น น้ำที่ไหลอยู่ระหว่างชั้นของหิน น้ำที่แทรกซึมอยู่ตามรอยร้าวซอกหิน และน้ำที่รากของพืชดูดซึมไปใช้สำหรับการลำเลียงสารอาหารและสังเคราะห์เป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโต กล่าวโดยสรุป น้ำใต้ดินหมายถึง น้ำทุกชนิดที่อยู่ใต้พื้นดิน และน้ำบาดาล หมายถึง น้ที่ถูกเก็บกักไว้ระหว่างช่องว่าง หรือรอยแตกรอยร้าวในชั้นหิน
2.2.3 น้ำในบรรยากาศ (Atmospheric water หรือ Precipitation) หมายถึงน้ำที่อยู่ในบรรยากาศหรือสูงกว่าระดับดินขึ้นไป หรือเรียกว่า มวลไอน้ำ และน้ำที่ตกลงสู่พื้นผิวดินทั้งหมด ประกอบด้วยน้ำที่อยู่ในสถานะเป็นไอน้ำได้เมฆ และหมอก ที่เป็นของเหลว ได้แก่ ฝน น้ำค้างและที่เป็นของแข็ง ได้แก่ หิมะ (Snow) ลูกเห็บ (Hailstone) และน้ค้างแข็ง (Frost)
2.3 วัฏจักรของน้ำ
วงจรของน้ำ หรือวัฏจักรของน้ำ หรือวัฏจักรทางอุทกวิทยา (Hydrologic Cycle)เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอย่างหนึ่งในระบบนิเวศ ซึ่งมีความสำคัญต่อสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดในโลกกระบวนการหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงจรของน้ำหรือวัฏจักรของน้ ดังปรากฏในภาพที่ 2.6มีดังต่อไปนี้ (นงนภัส คู่วรัญญู เที่ยงกมล, 2551 : 54)
2.3.1 การระเหย (Evaporation and Transpiration)
เป็นการยากที่จะแยกความหมายการระเหยในภาษาอังกฤษระหว่างคำว่า Evaporation และ Transpiration จนบางครั้งมีการนำคำสองคำมารวมกันกลายเป็น Evapotranspiration ซึ่งอัตราการระเหยนี้จะถูกควบคุมโดยปัจจัย 4 ประการ คือ พลังงานที่มีอยู่ ระดับความชื้น ความเร็วลม และปริมาณน้ำที่มีอยู่
1) การระเหย (Evaporation) ของน้ำในทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธารหนอง คลอง บึง ทะเลสาบ และแหล่งน้ำที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์จะระเหยเป็นไอน้ำลอยขึ้นสู่อากาศ ซึ่งการระเหยแบบนี้จะเกี่ยวกับความชื้น (Humidity) และพลังงาน
2) การคายน้ำ (Transpiration) น้ำที่รากของพืชดูดซึมไปใช้สำหรับการลำเลียงสารอาหารและสังเคราะห์เป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตจะลายเป็นไอเมื่อผ่านออกจากปากใบ (Stomata) บริเวณด้านใต้ใบที่จะเห็นได้ชัดหากหงายใบด้านที่มีสีเขียวอ่อนกว่าอีกด้านขึ้นดูและส่งผ่านสู่บรรยากาศ เรียกว่า การระเหยสู่อากาศ เป็นการที่พืชสูญเสียน้ำผ่านปากใบ ซึ่งส่วนใหญ่กระบวนการนี้ถูกควบคุมด้วยความชื้นและความชุ่มชื้นของดิน
2.3.2 การควบแน่น (Condensation) น้ำจากฟ้าที่ตกลงสู่พื้นผิวดินทั้งหมดประกอบด้วย น้ำที่อยู่ในสถานะเป็นไอน้ำ เช่น เมฆ หมอก เป็นต้น ตกลงมากลายเป็นของเหลว เช่นฝน น้ำค้าง เป็นต้น
2.3.3 การตกเป็นของเหลวและของแข็ง (Precipitation) น้ำจากฟ้าที่ตกลงสู่พื้นผิวดินทั้งหมดประกอบด้วย น้ำที่อยู่ในสถานะเป็นไอน้ำ เช่น เมฆ หมอก เป็นต้น และตกลงสู่พื้นดินในลักษณะที่เป็นของเหลว เช่น ฝน น้ำค้าง เป็นต้น และเป็นของแข็ง เช่น หิมะ น้ำค้างแข็ง ลูกเห็บเป็นต้น
2.3.4 การเก็บกัก (Collection) เมื่อน้ำตกลงสู่มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ ลำธารและแหล่งน้ำบนพื้นโลกอีกครั้ง น้ำบางส่วนจะซึมลงสู่ใต้ดิน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำใต้ดิน ซึ่งพืชและสัตว์จะใช้ดื่มกินหรือไหลผ่านดินลงสู่แหล่งเก็บกักไว้ในมหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ ห้วย หนองคลอง จากนั้นน้ำจะได้รับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นการเริ่มต้นวัฏจักรน้ำอีกครั้งหนึ่ง
3. ทรัพยากรอากาศ
อากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช อากาศเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพื้นโลก ส่วนประกอบของอากาศที่อยู่ในบรรยากาศ เมื่อคิดเป็นร้อยละโดยปริมาตร มีดังนี้คือ ไนโตรเจน ร้อยละ 78.09 ออกซิเจน ร้อยละ 20.93 อาร์กอน ร้อยละ 0.93คาร์บอนไดออกไซด์ ร้อยละ 0.03 ฮีเลียม คลิปตอน นีออน และอื่น ๆ รวมร้อยละ 0.02 (นิวัติเรืองพานิช, 2546 : 50)
3.1 ความสำคัญของทรัพยากรอากาศ
ทรัพยากรอากาศมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตและโลก ดังนี้
3.1.1 ความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ มนุษย์และสัตว์ใช้อากาศในการหายใจ โดยการหายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ระบบเลือดและส่งไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เพื่อเผาผลาญอาหารให้พลังงาน และจะขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกทางลมหายใจออก
3.1.2 ความสคัญต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช พืชใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วยแสงในเวลากลางวัน และปล่อยออกซิเจนออกมา การเข้าออกของอากาศใช้ทางผ่าน คือ ปากใบ (stomata) ของพืช
3.1.3 ความสำคัญต่อการติดต่อสื่อสาร อากาศเป็นสื่อกลางในการติดต่อ สื่อสารเช่น ใช้ในการสะท้อนคลื่นวิทยุ โทรทัศน์เป็นต้น เสียงเดินทางผ่านอากาศในรูปของคลื่นจากสถานีส่งสัญญาณไปยังผู้รับในที่ต่าง ๆ
3.1.4 ความสำคัญต่อการเผาไหม้ ก๊าซออกซิเจนในอากาศเป็นตัวช่วยในการเผาไหม้ การเชื้อเพลิงในยานพาหนะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของรถยนต์
3.1.5 ความสำคัญต่ออุณหภูมิของโลก ช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ก๊าซต่าง ๆ ที่ห่อหุ้มโลกจะช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อน ทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืน และฤดูร้อนกับฤดูหนาวไม่แตกต่างกันมากและทำให้บริเวณผิวโลกมีความอบอุ่นขึ้น
3.1.6 ความสำคัญต่อการช่วยป้องกันอันตรายของรังสีและอนุภาคต่าง ๆ จากนอกโลก ก๊าซโอโซนในบรรยากาศจะกรองหรือดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้ผิวไหม้เกรียม เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง และโรคต้อกระจก บรรยากาศของโลกจะช่วยทำให้วัตถุนอกโลกจำพวกอุกาบาต ดาวหาง เกิดการลุกไหม้จนหมดหรือมีขนาดเล็กลง ทำให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้
3.1.7 ความสำคัญในด้านอื่น ๆ เช่น อากาศช่วยในการทำให้เกิดลมและฝนการย่อยสลายสารอินทรีย์จากซากสิ่งมีชีวิตโดยใช้ออกซิเจนของจุลินทรีย์
3.2 ชั้นบรรยากาศของโลก
ชั้นบรรยากาศของโลก สามารถแบ่งออกได้เป็นชั้น ๆ 4 ชั้น ตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แสดงดังภาพที่ 2.6 สรุปรายละเอียดได้ดังนี้(Miller, 2002: 417 อ้างถึงใน ศิวพันธุ์ชูอินทร์, 2559 : 66)
3.2.1 ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) มีความสูงโดยเฉลี่ยจากผิวโลกประมาณ10 กิโลเมตร โดยที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรมีความสูงประมาณ 16-18 กิโลเมตร และที่ขั้วโลกมีความสูงประมาณ 6-8 กิโลเมตร ในชั้นนี้อุณหภูมิละลดลงตามความสูง 6.5 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร เป็นชั้นที่มีมวลอากาศหนาแน่น 70 % ของบรรยากาศทั้งหมด มีการคลุกเคล้าของอากาศทั้งในแนวตั้งและแนวนอน บรรยากาศในชั้นนี้ไม่ค่อยเสถียร มีการเปลี่ยนแปลงตามลมฟ้าอากาศ
3.2.2 ชั้นสเตรโตสเฟียร์ (Stratosphere) เป็นชั้นที่อยู่ถัดไปจากชั้นโทรโฟสเฟียร์อุณหภูมิในชั้นนี้มีค่าติดลบและจะเพิ่มขึ้นตามความสูงจนถึงประมาณ 0 องศาเซลเซียส บรรยากาศในชั้นนี้มีโอโซนอยู่ ทำให้สามารถดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตได้ดี ลดปริมาณการส่งผ่านของรังสีอัลตราไวโอเลต ปริมาณของโอโซนมีมากที่สุดในช่วงความสูง 15-30 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวโลกเป็นบริเวณที่ค่อนข้างเสถียร การเปลี่ยนแปลงของอากาศน้อยมากมีเมฆเล็กน้อย
3.2.3 ชั้นเมโซสเฟียร์ (Mesosphere) อยู่ถัดไปจากชั้นสเตรโตสเฟียร์ อุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงตามความสูง และจะเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 80 กิโลเมตรจากผิวโลก
3.2.4 ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) เริ่มต้นจากบริเวณ 90-400 กิโลเมตรจากพื้นโลกขึ้นไป มวลของอากาศในชั้นนี้มีน้อย มีปริมาณไนโตรเจนและออกซิเจนอยู่เล็กน้อยสามารถดูดซับรังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ได้ ทำให้มีอุณหภูมิสูงมากถึง 1,000 องศาเซลเซียส
4. ทรัพยากรป่าไม้
ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต ป่าไม้มีประโยชน์ทั้งการเป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคสำหรับมนุษย์และยังมีประโยชน์ในการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม
4.1 ความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้
ความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้แก่
4.1.1 ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits)
1) จากการนำไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นเฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ไม้ขีดไฟ ฟืน เป็นต้น
2) ใช้เป็นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล
3) ใช้เส้นใย ที่ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มาถักทอ เป็นเครื่องนุ่งห่ม เชือกและอื่น ๆ
4) ใช้ทำยารักษาโรคต่าง ๆ
4.1.2 ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits)
1) ป่าไม้เป็นเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร เนื่องจากต้นไม้จำนวนมากในป่าจะทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาค่อย ๆ ซึมซับลงในดินกลายเป็นน้ำใต้ดิน ซึ่งจะไหลซึมมาหล่อเลี้ยงให้แม่น้ำลำธารมีน้ำไหลอยู่ตลอดป
2) ป่าไม้ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ำซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซึ่งเกิดขึ้นอยู่มากมายในป่าทำให้อากาศเหนือป่ามีความชื้นสูง เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงไอน้ำเหล่านั้นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆแล้วกลายเป็นฝนตกลงมา ทำให้บริเวณที่มีพื้นป่าไม้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่เกิดความแห้งแล้ง
3) ป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนและศึกษาความรู้ บริเวณป่าไม้จะมีภูมิประเทศที่สวยงามจึงเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้ดี นอกจากนั้น ป่าไม้ยังเป็นที่รวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์จำนวนมาก จึงเป็นแหล่งให้มนุษย์ได้ศึกษาหาความรู้
4) ป่าไม้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย โดยช่วยลดความเร็วของลมพายุที่พัดผ่านได้ตั้งแต่ 11-44% ตามลักษณะของป่าไม้แต่ละชนิด จึงช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากวาตภัยได้ซึ่งเป็นการป้องกันและควบคุมน้ำตามแม่น้ำไม่ให้สูงขึ้นมารวดเร็วล้นฝั่งกลายเป็นอุทกภัย
5) ป่าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพัดพาหน้าดิน จากน้ำฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลง และยังเป็นการช่วยให้แม่น้ำลำธารต่าง ๆ ไม่ตื้นเขินอีกด้วย นอกจากนี้ป่าไม้จะเป็นเสมือนเครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ จึงนับว่ามีประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน
4.2 ประเภทของทรัพยากรป่าไม้
การแบ่งประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตก รวมถึงปริมาณน้ำฝนของป่าแต่ละแห่ง ซึ่งมีความชุ่มชื้นแตกต่างกัน ประเภทของทรัพยากรป่าไม้สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen) และป่าประเภทที่ผลัดใบ(Deciduous) สรุปได้ดังนี้(ประยูร วงศ์จันทรา, 2555 : 81-83)
4.2.1 ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ ป่าไม้ประเภทนี้ดูเขียวชอุ่มตลอดปี เนื่องจากต้นไม้แทบทั้งหมดที่ขึ้นอยู่เป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบ ป่าชนิดสำคัญซึ่งจัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่
1) ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest) ป่าดงดิบพบอยู่ทั่วในทุกภาคของประเทศไทย แต่ที่มีมากที่สุด ได้แก่ ภาคใต้ภาคตะวันออก บริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความชื้นมากกว่าในท้องที่ภาคอื่น ป่าดงดิบมักกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นมาก ๆ เช่นตามหุบเขา ริมแม่น้ำ ลำธาร ห้วย แหล่งน้ำและบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบชนิดต่าง ๆดังนี้
1.1) ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest) เป็นป่ารกทึบ มองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600เมตร จากระดับน้ำทะเล ไม้ที่สำคัญคือ ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ เช่น ยางนา ยางเสียน เป็นต้น ส่วนไม้ชั้นรอง คือ พวกไม้กอ เช่น กอน้ำ กอเดือย เป็นต้น
1.2) ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย ได้แก่ แถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ มะคาโมง ยางนา พยอม ตะเคียนแดง กระเบากลัก และตาเสือ
1.3) ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ สูง ๆหรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวกพืชเมล็ดเปลือย(Gymnosperm) ได้แก่ พวกไม้ขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่ พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมา ได้แก่ เป้ง สะเดาช้าง และขมิ้นต้น
2) ป่าสนเขา (Pine Forest) ป่าสนเขามักปรากฏอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูงประมาณ 200-1800 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพื้นที่สูง 200-300 เมตร จากระดับน้ำทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้ คือ สนสองใบและสนสามใบ ส่วนไม้ชนิดอื่นที่ขึ้นอยู่ด้วย ได้แก่ พันธุ์ไม้ป่าดิบเขา เช่น กอชนิดต่าง ๆ ไม้แดง เต็ง รังเหียง พลวง เป็นต้น
3) ป่าชายเลน (Mangrove Forest) บางทีเรียกว่า "ป่าเลนน้ำเค็ม” หรือป่าเลน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น แต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจ ป่าชนิดนี้ปรากฏอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเลหรือบริเวณปากน้ำแม่น้ำใหญ่ ๆ ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึง ในพื้นที่ภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยู่ทุกจังหวัดแต่ที่มากที่สุด คือ บริเวณปากน้ำเวฬุ อำเภอลุงจังหวัดจันทบุรี พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็กใช้ประโยชน์สำหรับการเผาถ่านและทำฟืน ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ โกงกาง ประสัก ถั่วขาว ถั่วขำ โปรง ตะบูน แสมทะเลลำพูน และลำแพน ส่วนไม้พื้นล่าง เช่น ปรงทะเล เหงือกปลาหมอ ปอทะเล เป้ง เป็นต้น
4) ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Swamp Forest) ป่าชนิดนี้มักปรากฏในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก ๆ ดินระบายน้ำไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆเช่น ครอเทียน สนุ่น จิก โมกบ้าน หวายน้ำ หวายโปร่ง ระกำ อ้อ และแขม ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปีป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาส ดินเป็นพีท ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกันเป็นเวลานาน ป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเล ต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่นในพื้นที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก "ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด"อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มากชนิดขึ้นปะปนกัน ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าพรุ ได้แก่อินทนิล น้ำหว้า จิก โสกน้ำ กระทุ่มน้ำภันเกรา โงงงันกะทั่งหัน ไม้พื้นล่างประกอบด้วย หวาย ตะค้าทอง หมากแดง และหมากชนิดอื่น ๆ
5) ป่าชายหาด (Beach Forest) เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล น้ำไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริมทะเล ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่ม ลำต้นคดงอ ใบหนาแข็ง ได้แก่ สนทะเล หูกวาง โพธิ์ทะเลกระทิง ตีนเป็ดทะเล และหยีน้ำ มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง ตามฝั่งดินและชายเขา มักพบไม้ต่อไปนี้ ได้แก่ มะคาแต้ กระบองเพชร เสมา และไม้หนามชนิดต่าง ๆ เช่น ซิงซี่ หนามหัน กำจาย มะดันขอ เป็นต้น
4.2.2 ป่าประเภทที่ผลัดใบ ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจำพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น ในฤดูฝนป่าประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่ม พอถึงฤดูแล้งต้นไม้ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทำให้ป่ามองดูโปร่งขึ้น และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้เล็ก ๆ ป่าไม้ที่สำคัญซึ่งอยู่ในประเภทนี้ได้แก่
1) ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) ป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่ง มีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในพื้นที่ดินมักจะเป็นดินร่วนปนทราย ป่าเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปครอบคลุมลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีป่าเบญจพรรณน้อยมากและกระจัดกระจาย พันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ส้านยม หอม ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดำ เก็ดแดง เป็นต้น นอกจากนี้มีไม้ไผ่ที่สำคัญ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บงไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร เป็นต้น
2) ป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) หรือที่เรียกกันว่า ป่าแดงป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง พื้นที่แห้งแล้งดินร่วนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา ในภาคเหนือส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุด ตามเนินเขาหรือที่ราบดินทราย ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าแดง หรือป่าเต็งรัง เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดงสมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟ้า เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมาก ได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้งหญ้าเพ็ก โจด ปรง และหญ้าชนิดอื่น ๆ
3) ป่าหญ้า (Savannas Forest) ป่าหญ้ามีอยู่ทุกภาค บริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลาย บริเวณพื้นดินที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง หญ้าชนิดต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้ง ก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้า คือ หญ้าคา หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง บริเวณที่พบจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้ำได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึ้นอยู่ เช่น ตับเต่า รกฟ้าตานเหลือ ติ้ว แต้ว เป็นต้น
5. ทรัพยากรสัตว์ป่า
สัตว์ป่า คือ สัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น สัตว์บก สัตว์ป่า สัตว์ปีก แมลง หรือ แมง ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่า หรือในน้ำ และให้ความหมายความรวมถึง ไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงสัตว์พาหะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะและลูกที่เกิดมาภายหลัง ป่าไม้อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าได้ถูกทำลายลงไปมาก ตลอดจนการไล่ล่าของมนุษย์จึงทำให้ปริมาณสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงทุกปีจนบางชนิดสูญพันธุ์บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติจึงจำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไว้โดยเร่งด่วน (นิวัติเรืองพานิช, 2537 : 255 และสวัสดิ์ โนนสูง, 2546 : 89)
5.1 ความสำคัญของทรัพยากรสัตว์ป่า
สัตว์ป่าอำนวยประโยชน์นานาประการให้แก่มนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆมากมาย ส่วนใหญ่เป็นไปในทางอ้อมมากกว่าทางตรง จึงทำให้มองไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสัตว์ป่าเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ป่าไม้ น้ำ แร่ธาตุ เป็นต้น คุณค่าของสัตว์ป่าสรุปได้ดังนี้ (ประยูร วงศ์จันทรา, 2555 : 86-87)
5.1.1 ด้านเศรษฐกิจ ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจที่มนุษย์ได้จากสัตว์ป่า ได้แก่ การค้าสัตว์ป่า หรือซากของสัตว์ป่าโดยเฉพาะหนังเสือป่าในปีหนึ่ง ๆ ทำรายได้ให้กับประเทศและมีเงินหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนไม่น้อย คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจจะรวมถึงรายได้ต่าง ๆ จากการท่องเที่ยวในการชมสัตว์ด้วย
5.1.2 การเป็นอาหาร มนุษย์ได้ใช้เนื้อของสัตว์ป่าเป็นอาหารเป็นเวลาช้านานแล้วซึ่งสัตว์ป่าหลายชนิดก็ได้พัฒนาจนกระทั่งกลายเป็นสัตว์เลี้ยงไป สัตว์ป่าหลายชนิดตามธรรมชาติคนก็ยังนิยมใช้เนื้อเป็นอาหารอยู่ เช่น หมูป่า เก้ง กวาง กระจง กระทิง นกเขาเปล้า นกเป็ดน้ำ ตะกวด แย้เป็นต้น อวัยวะของสัตว์ป่าบางอย่าง เช่น นอแรด กระโหลก เลียงผา เขากวางอ่อน เลือด กระเพาะค่าง ดีของหมี ดีงูเห่า เป็นต้น ก็ยังมีผู้นิยมดัดแปลงเป็นอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรอีกด้วยเช่น หมูป่า ตะกวด เป็นต้น
5.1.3 เครื่องใช้เครื่องประดับ นอกจากเนื้อของสัตว์ป่าและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ป่าจะใช้เป็นอาหารและยาแล้ว อวัยวะบางอย่างของสัตว์ป่าก็ยังใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เช่นหนังใช้ทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม งาช้าง ใช้เป็นเครื่องประดับ กระดูก เขาสัตว์ใช้ทำด้ามมีดด้ามเครื่องมือ หรือแกะสลักต่าง ๆ เป็นต้น
5.1.4 การนันทนาการและด้านจิตใจ นับเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของสัตว์ป่า แต่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้โดยง่าย การท่องเที่ยวชมสัตว์ป่าในสวนสัตว์ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และแหล่งสัตว์ป่าอื่น ๆ นับเป็นเรื่องนันทนาการทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการสงสารสัตว์ป่าที่ถูกทรมาน กักขัง หรืออื่นใดก็ตามที สัตว์อยู่อย่างไม่ผาสุกก็เป็นเรื่องจิตใจ รวมตลอดทั้งการท่องเที่ยวป่าเห็นสัตว์ป่าหรือไม่เห็นสัตว์ป่า ซึ่งควรประดับความงามตามธรรมชาติเป็นทั้งนันทนาการและด้านจิตใจทั้งสิ้น
5.1.5 ด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการแพทย์ สัตว์ป่านับมีคุณค่าใหญ่หลวงที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษาและแพทย์ ประสบผลสำเร็จในด้านการค้นคว้าทดลองต่าง ๆ โดยขั้นแรกเขาทดลองกับสัตว์ป่าเสียก่อน เช่น ทดลองกับหนู กระแต ลิง เป็นต้น จากนั้นจึงนำไปใช้กับคนการค้นคว้า ทดลองเหล่านี้หากไม่มีสัตว์ป่าเป็นเครื่องทดลองก่อนแล้ว ก็อาจจะมีผลสะท้อนถึงคนอย่างมาก
5.1.6 เป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ สัตว์ป่านับได้ว่าเป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ด้วยกันเอง ทำให้ผลกระทบต่อคนบรรเทาเบาบางลงไปไม่มากก็น้อย เช่นค้างคาวกินแมลง นกฮูกและงูสิงกินหนูต่าง ๆ นกกินตัวหนอนที่ทำลายพืชเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งหากไม่มีสัตว์ป่าต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว คนอาจจะต้องเสียเงินทองจำนวนมากเพื่อจะต้องกำจัดศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อมเหล่านี้
5.1.7 คุณค่าของสัตว์ป่าต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ คนส่วนใหญ่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ เป็นต้นว่าป่าไม้ทำให้สัตว์ป่ามีที่อยู่อาศัย เป็นอาหาร และเป็นที่หลบภัย ป่าไม้ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการกัดเซาะของน้ำ ลม ป่าไม้ช่วยทำให้มีน้ำไหลตลอดปี น้ำใสสะอาดปราศจากตะกอน ป่าไม้ช่วยทำให้ฝนตก บรรเทากระแสลมพายุ ป่าไม้ทำให้อากาศไม่ร้อนไม่หนาว ป่าไม้เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุและป่าไม้ทำให้มนุษย์ได้ใช้สอย ขาดป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ทำนองเดียวกันกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่คนจะมองเห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
5.2 ประเภทของสัตว์ป่า
ประเภทของสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535แบ่งสัตว์ป่าออกเป็น 2 ประเภท คือ สัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง (ศศินา ภารา, 2550 : 52)
5.2.1 สัตว์ป่าสงวน เป็นสัตว์ป่าที่หายากและปัจจุบันมีจำนวนน้อยมากบางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วมีอยู่ 15 ชนิด คือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรีหรือโคไพร ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมันหรือ เนื้อสมัน เลียงผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้ง หม้อและพะยูนหรือหมูน้ำ สัตว์ป่าสงวนเหล่านี้ห้ามผู้ใดมีไว้ครอบครองรวมทั้งซากด้วย (นิวัติ เรืองพานิช, 2546 : 271)
5.2.2 สัตว์ป่าคุ้มครอง หมายถึง สัตว์ที่กฎกระทรวงกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 (นิวัติ เรืองพานิช, 2546 : 272) ประกอบด้วยสัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีจำนวน 201 ชนิด นกมีจำนวน952 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานมีจำนวน 91 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมีจำนวน 12 ชนิด แมลงมีจำนวน 20 ชนิด ปลามีจำนวน 14 ชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ มีจำนวน 12 ชนิด เป็นสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ เช่น ค่าง ชะนี อีเห็น ไก่ฟ้า เหยี่ยว ช้างป่า แร้ง กระทิง กวาง หมีควาย อีเก้งนกเป็ดน้ำ เป็นต้น
6. ทรัพยากรแร่ธาตุ
แร่ธาตุเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความสำคัญและบทบาทที่สนองความต้องการทางด้านปัจจัยต่าง ๆ ของประชากร ทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน ความสำคัญและประโยชน์ของแร่ธาตุที่จะนำมาใช้ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีตลอดจนความต้องการในการนำไปใช้ของมนุษย์
6.1 ความสำคัญของทรัพยากรแร่
ความสำคัญของทรัพยากรแร่ สรุปได้ดังนี้(ประยูร วงศ์จันทรา, 2555 : 90)
6.1.1 ประโยชน์ทางด้านความมั่นคง และมั่งคั่งของประเทศ ประเทศที่มีแร่ธาตุต่าง ๆมากมายและสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลผลิตต่าง ๆ ที่ทำประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น ด้านอาวุธ ด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น
6.1.2 ประโยชน์ด้านความเป็นอยู่ของมนุษย์ มนุษย์สามารถนำแร่ธาตุต่าง ๆมาสร้างขึ้นเป็นภาชนะใช้สอยยานพาหนะที่ช่วยในการคมนาคม อาคารบ้านเรือน ก๊าซหุงต้ม พลังงานไฟฟ้า
6.1.3 ประโยชน์ด้านการสร้างงานแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการขุดแร่ ไปจนถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภคนอกจากนี้ แร่ธาตุชนิดต่าง ๆ มีคุณสมบัติลักษณะต่างกัน จึงมีประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น แร่วุลแฟรม นำมาทำไส้หลอดไฟฟ้า ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องแก้ว แร่พลวงนำมาใช้ทำตัวพิมพ์หนังสือ ทำสี แบตเตอรี่ รัตนชาติเป็นแร่ที่มีลักษณะสีสันสวยงาม นำมาใช้ทำเครื่องประดับต่าง ๆ มากมาย เป็นต้น
6.2 ประเภทของแร่ธาต
แร่ธาตุสามารถจำแนกตามองค์ประกอบทางเคมีเป็น 10 ประเภทใหญ่ ๆ คือ กลุ่มธาตุธรรมชาติ กลุ่มซัลไฟด์ กลุ่มซัลโฟซอลท์ กลุ่มออกไซด์ และไฮดรอกไซด์กลุ่มเฮไลด์ กลุ่มคาร์บอเนต กลุ่มซัลเฟต กลุ่มทังสเตน กลุ่มฟอสเฟต และกลุ่มซิลิเกต หากจำแนกแร่โดยยึดหลักการใช้ประโยชน์และพิจารณาสมบัติทางด้านฟิสิกส์สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม คือ แร่โลหะ แร่อโลหะ และแร่พลังงานดังนี้ (ศศินา ภารา, 2550 : 56)
6.2.1 แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีความสำคัญและมีค่ามาก คุณสมบัติทางกายภาพของแร่โลหะ คือ เหนียว แข็ง รีด หรือตีออกเป็นแผ่นและหลอมตัวได้ มีความทึบแสง เป็นตัวนำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี เคาะมีเสียงดังกังวาน เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม แมงกานีส สังกะสี เงิน ทองแดง ทองคำดีบุก เป็นต้น
6.2.2 แร่อโลหะ คือแร่ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพตรงข้ามกับแร่โลหะ เป็นกลุ่มแร่สำคัญในการทำอุตสาหกรรมหลายชนิด กลุ่มแร่อโลหะแยกออกได้ 3 กลุ่มย่อย
1) กลุ่มแร่ที่เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลก เช่น ดิน หิน กรวด ทรายยิปซัม หินเกลือ ไมกา เป็นต้น
2) กลุ่มแร่รัตนชาติ เช่น เพชร พลอย หยก มรกต ทับทิม เป็นต้น
3) กลุ่มแร่ที่ใช้ทำปุ๋ย เช่น โพแทส (Potash) ฟอสเฟส (Phosphate) ไนเตรต(Nitrate) ซัลเฟอร์ (Sulphur) เป็นต้น
6.2.3 แร่พลังงาน เป็นแร่ธรรมชาติที่ถูกนำมาทำเชื้อเพลิง เพื่อก่อให้เกิดพลังงานได้แก่ ถ่านหิน ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และแร่นิวเคลียร์ ซึ่งมีแร่ที่สำคัญ ได้แก่ ยูเรเนียม และทอเรียม
สรุปท้ายบท
ทรัพยากรธรรมชาติ(natural resources) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติซึ่งมนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า อากาศ แร่ธาตุ แสงอาทิตย์ เป็นต้น ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ และทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป สิ่งแวดล้อม(environment) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในฐานะที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตแก่มนุษย์ การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยให้เกิดความกินดีอยู่ดีทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานการใช้อย่างชาญฉลาด รู้คุณค่า ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ได้อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
เฉลียว แจ้งไพร, (2530). ทรัพยากรดินในประเทศไทย. เอกสารวิชาการฉบับที่ 82. กรุงเทพฯ : กองสำรวจและจำแนกดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นงนภัส คู่วรัญญู เที่ยงกมล, (2551). สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย
นิวัติ เรืองพาณิช. (2546). การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ประยูร วงศ์จันทรา. (2555). วิทยาการสิ่งแวดล้อม. มหาสารคาม : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
มูลนิธิโลกสีเขียว. (2540). สถานการณสิ่งแวดล้อมไทย 2540-41. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
ศศินา ภารา. (2550). ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ : บริษัท ส.เอเซียเพรส (1989)จำกัด.
ศิวพันธุ์ ชูอินทร์. (2559). มลพิษทางอากาศ. พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับปรับปรุง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย.
สง่า ตั้งชวาล. (2555). ธรณีวิศวกรรมขั้นพื้นฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย
สวัสดิ์ โนนสูง. (2546). ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์
Jones, G., Roberton, J.F., and Hollier, G. (1990). Collins Reference Dictionary:Environmental Science. Great Britain: Collins, Glasgow.
Miller, G.T. (2002). Living in the environment. 12th ed. California: A Division of Wadsworth.
White, I.D., Mottershead, D.N., and Harrison, S.J. (1996). Environmental system: An Introductory Text. Second Edition., London: Chapman & Hall.